กองทุนหมู่บ้านเสียหาย ใคร? … มีสิทธิฟ้องคดี
เรื่องเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547  โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและเป็นคณะกรรมการคนหนึ่งในกองทุนหมู่บ้านได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ให้พัฒนาการอำเภอและเหรัญญิกของกองทุนหมู่บ้านชดใช้ค่าเสียหายเรื่องราวจะ เป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เหรัญญิกของกองทุนหมู่บ้าน (ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 3) กระทำการเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกไม่ถูกต้อง เช่น ไม่นำเงินเข้าบัญชีกองทุน ทำหลักฐานสัญญาไม่ถูกต้อง ไม่ทำบัญชีรับ – จ่าย
โดยมีพัฒนากรอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ให้ความช่วยเหลือแนะนำ และพัฒนาการอำเภอในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน (ผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1) ละเลยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามที่ข้อ 16 (5) ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2551 กำหนดให้มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหา ข้อร้องเรียน ข้อขัดแย้งของกองทุนหมู่บ้านทั้งที่ผู้ฟ้ องคดีได้ขอให้ตรวจสอบแล้วผู้ฟ้ องคดีจึงนำคดีมาฟ้ องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้เงินพร้อมทั้งดอกเบี้ยให้กับกองทุนหมู่บ้านศาลปกครองจะรับคำฟ้ องไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่? ดูกันต่อไปครับศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กองทุนหมู่บ้าน (ที่พิพาท) ได้จดทะเบียนเป็ นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พ.ศ. 2547 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย หรือสำหรับการส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การสร้างสวัสดิภาพ สวัสดิการหรือประโยชน์อื่นใด ให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองรวมถึงมีวัตถุประสงค์อื่นตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนด โดยมีคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านเป็ นผู้บริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ดังนั้น กองทุนหมู่บ้านซึ่งจดทะเบียนแล้วจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐ จึงเป็น “หน่วยงานทางปกครอง” และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้าน มีตำแหน่งเป็ นเหรัญญิก จึงเป็ น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542เมื่อผู้ฟ้ องคดีฟ้ องโดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้ องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การสนับสนุน เป็นเหตุให้กองทุนหมู่บ้านได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่โดยที่มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติพ.ศ. 2547 บัญญัติให้มีคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุน(หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2554) 2หมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ข้อ 21 กำหนดให้ “คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน” มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งตรวจสอบ กำกับ ดูแล และจัดสรรดอกผล รายได้ หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนหมู่บ้าน และรายงานผลการดำเนินการ ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งฐานะการเงินของกองทุนหมู่บ้าน ให้คณะกรรมการและสมาชิกทราบ โดยสมาชิกกองทุนหมู่บ้านไม่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน (ที่พิพาท) จึงเป็ นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้ องคดีทั้งสามเมื่อผู้ฟ้ องคดีเป็ นเพียงสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และแม้จะเป็ นคณะกรรมการคนหนึ่งในกองทุนหมู่บ้านแต่ก็ไม่ได้รับมติจากคณะกรรมการกองทุน หมู่บ้านในการฟ้ องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยตรง อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้ องคดีทั้งสาม ผู้ฟ้ องคดีจึงเป็ นผู้ไม่มีสิทธิฟ้ องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้ องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่374/2553)ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองผู้มีสิทธิฟ้อง คดีอย่างน้อยจะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือด ร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้โดยตรงและเป็นการเฉพาะตัว ซึ่งก็หมายความว่าหากศาลปกครองมีคำพิพากษาแล้วจะมีผลเป็นการแก้ไขหรือบรรเทา ความเดือดร้อนหรือเสียหายให้กับผู้ฟ้ องคดีนั่นเอง
ดังนั้น ก่อนยื่นคำฟ้ องต่อศาลก็น่าที่จะตรวจสอบกันสักนิด … นะครับ
—นายปกครอง (หนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์คดีปกครอง ฉบับวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2554)

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *